กรกฏาคม 2552
ซอฟต์แวร์ ไทย ปักธงรบตลาดภูมิภาคเอเชีย ประเดิมตั้งสำนักงานเวียดนาม ชูกลยุทธ์รวมกลุ่มเข้าตลาดภาครัฐ-เอกชน ตั้งเป้าสร้างรายได้เข้า 400 ล้านบาท พร้อมใช้รูปแบบเดียวกันเดินหน้าบุกตลาดฟิลิปปินส์-อินโดฯ ขณะที่เผยกลยุทธ์บุกแดนปลาดิบ อาศัยสายสัมพันธ์เจาะตลาด ไล่เก็บบริษัทกลาง-เล็ก ชี้ไทยได้เปรียบญี่ปุ่นไม่มีซอฟต์แวร์เฮาส์ขนาดเล็ก ขณะที่ซอฟต์แวร์ไทยราคาถูกกว่า
นายเฉลิม พล ปุณโณทก นายกสมาคมส่งเสริมการส่งออกอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย (TSEP) เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการซอฟต์แวร์ไทยที่เป็นสมาชิกสมาคม 8 ราย จากทั้งหมด 13 ราย ได้รวมกันจัดตั้งสำนักงานขึ้นมาที่โฮจิมินห์ ประเทศเวียดนามเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งการจัดตั้งสำนักงานดังกล่าวขึ้นมาจะช่วยให้การขยายการทำตลาดซอฟต์แวร์ ไทยไปยังเวียดนามนั้นมีความชัดเจน และเกิดความคล่องตัวในการดำเนินการมากขึ้น ซึ่งกลยุทธ์ที่ใช้ในการทำตลาดเวียดนาม รวมไปถึงกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคนี้ คือ กลุ่มธุรกิจเชิงยุทธศาสตร์ระดับโลก หรือ Global Niche Cluster ซึ่งจะเป็นการจับกลุ่มเป็นคลัสเตอร์ เพื่อร่วมกันขยายตลาด
สำหรับ บริษัทที่มีการรวมตัวกันขยายตลาดเวียดนาม ประกอบด้วย 1. บริษัท คอมพิวเตอร์ เทเลโฟนี่ เอเชีย จำกัด หรือ ซีทีเอเชีย ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ระบบคอลล์เซ็นเตอร์ , 2.บริษัท โคแมนชี่ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้พัฒนาระบบซอฟต์แวร์โรงแรม , 3.บริษัท เวลซ์ แมเนจเม้นท์ จำกัด ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ด้านการเงิน ,4.บริษัท ฟรีวิว โซลูชั่น จำกัด ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ระบบค้าหุ้นให้กับบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ ,5.บริษัท ลองกอง สตูดิโอ จำกัด ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับธุรกิจรับเหมา และบริหารงานก่อสร้าง , 6.บริษัท ไอทีเวิร์ก จำกัด ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ระบบสแกนลายนิ้วมือ , 7.บริษัท อรุณสวัสดิ์ ดอทคอมฯ ผู้พัฒนาเว็บไซต์ และ 8.บริษัทไอทีอัส จำกัด ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์โรงพยาบาล ซึ่งเบื้องต้นสำนักงานในเวียดนามใช้เงินลงทุนประมาณ 2 ล้านบาท โดยได้รับงบสนับสนุนการขยายตลาดเวียดนามจากกรมส่งเสริมการส่งออก,สำนักงาน ส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือซิป้า และเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์หรือซอฟต์แวร์ปาร์ค ประมาณ 1 ล้านบาท
"ขณะนี้ เราเริ่มได้โปรเจ็กต์ที่เวียดนามแล้ว โดยในส่วนซีทีเอเชีย ได้โปรเจ็กต์คอลล์เซ็นเตอร์ กระทรวงการคลัง, กรมสรรพากรเวียดนาม , บริษัท ไอบีเอ็มประเทศเวียดนาม ขณะที่ฟรีวิว โซลูชัน ได้โปรเจ็กต์พัฒนาระบบค้าหุ้นให้กับเวียดนามแคปปิตอล ส่วนโคแมนชี่ มีการทำตลาดไปยังกลุ่มโรงแรมในสมาคมโรงแรมเวียดนาม ซึ่งเรามองว่าในระยะเวลา 1-2 ปีนี้จะมีโครงการเข้ามาต่อเนื่องสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการซอฟต์แวร์ไทย ไม่ต่ำกว่า 400 ล้านบาท "
นาย เฉลิมพล กล่าวต่ออีกว่าสมาคม จะใช้รูปแบบ และกลยุทธ์เดียวกันขยายตลาดไปยังกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคเอเชีย โดยครึ่งปีหลังของปีนี้วางแผนขยายตลาดเข้าไปในฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ส่วนตลาดญี่ปุ่นจะเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง โดยจะอาศัยความสัมพันธ์ของพันธมิตรท้องถิ่น ซึ่งที่ผ่านมา ดร. วิวัฒน์ วงศ์วราวิภัทร์ ประธาน บริษัท อินสเตป จำกัด ในฐานะเป็นสมาชิกสมาคมค่อนข้างมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับบริษัทในญี่ปุ่น ทำให้การเข้าทำตลาดได้ง่ายขึ้น เพราะบริษัทสมาชิกในกลุ่มสมาคม ได้มีการตกลงกันว่าจะเกื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน ทั้งเอาความเชี่ยวชาญในแต่ละด้านของสมาชิกมารวมกันเป็นโซลูชันเพื่อเข้าไปนำ เสนอ
ทั้งนี้ ซอฟต์แวร์ไทยนั้นค่อนข้างมีความได้เปรียบซอฟต์แวร์ญี่ปุ่น เพราะราคาต่ำกว่า 10 เท่า เพราะค่าแรงจ้างนักพัฒนาซอฟต์แวร์ถูกกว่า ทั้งยังสามารถตั้งราคาขายไว้สูงกว่าจำหน่ายในไทย โดยจากการนำสินค้าเข้าไปแสดงในงาน Software Development Expo & Conference หรือ SODEC ซึ่งเป็นงานซอฟต์แวร์ที่ใหญ่สุดในญี่ปุ่น อาทิ บริษัท ซีทีเอเชียฯ ตั้งราคาระบบคอลล์เซ็นเตอร์ ไว้ 5 ล้านบาท ซึ่งบริษัทญี่ปุ่นยังบอกว่าราคาดังกล่าวไม่แพง ในขณะที่ซอฟต์แวร์ดังกล่าวขายในไทยราคา 3 ล้านบาท
ด้านนาย สมเกียรติ อึงอารี นายกสมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย หรือ เอทีเอสไอ กล่าวว่าภายใต้กลยุทธ์ไทย 2.0 บวก 2 มีการพูดถึงการจัดตั้งศูนย์ทดสอบซอฟต์แวร์ขึ้นมาในไทย เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ และสร้างให้ไทยเป็นผู้นำในภูมิภาค เพื่อรองรับกับการส่งออกซอฟต์แวร์ไปยังภูมิภาค และกฎบัตรอาเซียนในอีก 2 ปีข้างหน้า และการป้องกันการผูกขาด เพื่อสร้างสมดุลให้กับระบบนิเวศในอุตสาหกรรม
"สิ่ง ที่เราขอการสนับสนุนจากภาครัฐคือ ถ้าเข้าไปลงทุนเวียดนาม กฎหมายไทยสามารถปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาให้กับผู้ประกอบการไทยอย่างไรได้ บ้าง โดยภายใต้กฎบัตรอาเซียน รัฐบาลจะเทกแคร์อย่างไร"
|